

ระเบียบวาระการประชุม กก.วล.

รายงาน กก.วล.

มติ กก.วล.

ประกาศ/คำสั่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เอกสารเผยแพร่
ข่าวประชาสัมพันธ์นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการ คนที่ 1 นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่รองประธานกรรมการ คนที่ 2 และนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ โดยมีคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่สำคัญของภาครัฐและเอกชน จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (บางหว้า - ตลิ่งชัน) 2) โครงการทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางเลี่ยงเมือง อ.ธาตุพนม 3) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง (โรงพยาบาลนครพิงค์ - แยกแม่เหียะสมานสามัคคี) 4) โครงการทำเหมืองแร่ชนิดแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทำปูนขาว) ของบริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) จังหวัดสระบุรี 5) โครงการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 และ 4 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กรณีโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก) ครอบคลุมการพัฒนาโครงข่ายการเดินทางและระบบโลจิสติกส์การค้าชายแดน บรรเทาปัญหาการจราจรในเขตเมืองและเมืองหลักในภูมิภาค รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการบินและการท่องเที่ยวระดับสากล ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการจัดการของเสียของประเทศ โดยเฉพาะมาตรการยกระดับการควบคุมกำกับดูแลและติดตามตรวจสอบ การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย และมาตรการควบคุมการส่งออกและนำผ่านของเสียพลาสติก ที่ไม่เป็นอันตรายประเภท Y48 เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามลพิษข้ามแดน ลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารจัดการของเสียของประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเห็นชอบการกำหนดอัตราค่าบริการบำบัดสิ่งปฏิกูลของเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ตลอดจนเห็นชอบผลการประเมินผล ดัชนีสมรรถนะสิ่งแวดล้อมในบริบทของประเทศไทย (EPI Thailand) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและยกระดับผลการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างเป็นระบบ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุล อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว”
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ดร.รวีวรรณเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะแนวทางการควบคุมการนำเข้าแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเข้าสู่ราชอาณาจักร เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบสัญญาการรับเงินอุดหนุน (Grant Agreement) ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ภายใต้โครงการ Thai Rice : Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 2 ล้านยูโร เพื่อส่งเสริมการทำนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 21 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังได้พิจารณาและเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาครัฐ จำนวน 6 โครงการ ได้แก่1) โครงการถนนสาย สค.2055 แยก ทล.35-เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม 2) โครงการทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 201 แยกทางหลวงหมายเลข 12 (บ้านโนนหัน)-อ.ภูกระดึง ตอน บ้านโนนหัน-บ้านผานกเค้า 3) โครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ส่วนขยายครั้งที่ 3) 4) โครงการปรับปรุงขยายท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ต.ปากพูน อ.เมืองนครศรีธรรมราช 5) โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬ จ.บึงกาฬ 6) โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและ โลจิสติกส์ของประเทศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเดินทาง และการท่องเที่ยว ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบการพัฒนาที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ดร.รวีวรรณกล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศควบคู่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการกำหนดแนวทางควบคุมการนำเข้าแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านมลพิษและยกระดับการจัดการของเสียอันตรายของประเทศ รวมถึงการเห็นชอบรายงาน EIA โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาครัฐ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจและระบบคมนาคมเดินหน้าไปควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ทำหน้าที่ รองประธาน คนที่ 1 นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่รองประธาน คนที่ 2 และนายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ รองเลขาธิการ สผ. กานดา และ รองเลขาธิการ สผ. นารีรัตน์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ 1. ผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ สมัยที่ 15 ระหว่างวันที่ 23 - 31 กรกฎาคม 2568 ณ สาธารณรัฐซิมบับเว 2. ผลการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการจัดทำมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล ครั้งที่ 5 รอบที่ 2 (Resumed fifth session: INC 5.2) ระหว่างวันที่ 5 - 14 สิงหาคม 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เห็นชอบ ดังนี้ 1. แผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 2. รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 7 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการระบบขนส่งมวลชน จ.นครราชสีมา สายสีเขียว (ตลาดเซฟวัน - สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์) 2) โครงการทางพิเศษ สายเมืองใหม่ - เกาะแก้ว - กะทู้ จ.ภูเก็ต 3) โครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง ช่วง บ.บางเบ้า - บ.สลักเพชร อ.เกาะช้าง จ.ตราด 4) โครงการทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางเลี่ยงเมืองกระบี่ เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะ อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว แก้ไขปัญหาทางด้านการจราจรและขนส่ง 5) โครงการอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จ.กาญจนบุรี โดยมีเงื่อนไขให้ นำข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติม ก่อนเสนอ ครม. 6) โครงการทางระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และ 7) โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะดวงใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบูรณ์ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก และควบคุมหรือบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ ประธาน ได้เน้นยำใน 3 เรื่อง 1 ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้พี่น้องประชาชน 2 ทส. โดย คพ. ให้ความสำคัญการการบริหารจัดการมลพิษจากพลาสติกในบริบทของประเทศไทย 3 การออกกฎหมาย มาตรการของภาครัฐ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ควรคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

